วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555



สรุปสาระสำคัญ ป.วิ.อาญา ส่วนที่ 1

ผู้เสียหาย ( มาตรา 2(4))
ความหมาย
- ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 2(4) ผู้เสียหาย หมายถึง ผู้ที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดอาญา ฐานใดฐานหนึ่ง รวมทั้งผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 4,5,6 หรือ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา หมายถึง กรณีที่มีการกระทำความผิดทางอาญาฐานใดฐานหนึ่งเกิดขึ้น บุคคลนั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดดังกล่าว และบุคคลนั้นต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
- ผู้เสียหายโดยนิตินัย หมายถึง ผู้ที่ไม่มีส่วนในการกระทำผิด หรือ ไม่เป็นผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน หรือ รู้เห็นในการกระทำผิด หรือ ไม่เป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดกฎหมายนั้นด้วย
- ผู้เสียหายต้องเป็นบุคคล หรือนิติบุคคล เท่านั้น

ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง
ผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง ได้แก่ ผู้ถูกหลอกลวง และเจ้าของทรัพย์ที่ถูกฉ้อโกง (ฎ.4684/28 ป. ) เรื่องนี้ จำเลยหลอกลวงลูกค้า และเอาเงินเฉพาะส่วนที่เกินราคาสินค้าไป ผู้ที่ถูกหลอกลวงก็คือลูกค้าที่ซื้อสินค้า และเงินส่วนที่เกินก็เป็นของลูกค้า ลูกค้าจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของสินค้าแต่ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าสินค้าที่ลูกค้าจ่ายเกินนั้น การที่จำเลยในฐานะตัวแทนโจทก์ร่วมรับเงินไว้ จึงไม่ถือว่าเป็นการรับไว้แทนโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย
- ผู้ถูกหลอกลวง เป็นผู้เสียหายฐานฉ้อโกงได้ แม้จะมิได้เป็นเจ้าของทรัพย์ (ฎ.1341/95) เช่นการหลอกลวงให้ทำนิติกรรมที่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง ผู้ถูกหลอกลวงเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้อื่นจะเป็นผู้ทำนิติกรรมตามที่จำเลยหลอกลวงก็ตาม (ฎ.1931/14) หรือผู้อื่นเป็นผู้ส่งทรัพย์ให้ก็ตาม (ฎ.1064/91)
- ผู้ดูแลรับผิดชอบทรัพย์ ก็เป็นผู้ถูกหลอกได้ จึงเป็นผู้เสียหาย (ฎ. 1352/44)
- จำเลยเอาเช็คไปปลอมลายมือชื่อของผู้รับเงินสลักหลังโอนให้จำเลย แล้วนำไปหลอกลวงธนาคารให้จ่ายเงิน เป็นการกระทำต่อธนาคาร ไม่ได้กระทำต่อผู้รับเงิน ดังนี้ธนาคารและเจ้าหน้าที่ธนาคารซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพย์ ที่ถูกหลอก เป็นผู้เสียหายฐานฉ้อโกง ส่วนผู้ที่มีชื่อเป็นผู้รับเงินตามเช็ค ไม่ใช่ผู้เสียหายฐานฉ้อโกง แต่เป็นผู้เสียหายฐานปลอมเอกสาร (ฎ.2193/34)
- กรณีการรับฝากเงิน ผู้รับฝากมีสิทธินำเงินที่รับฝากไปใช้ได้ เพียงแต่มีหน้าที่ต้องคืนเงินแก่ผู้ฝากให้ครบจำนวนเท่านั้น (ป.พ.พ. มาตรา 672) หากมีผู้มาหลอกลวงเงินจากผู้รับฝากไป ผู้รับฝากก็ยังมีหน้าที่คืนเงินให้แก่ผู้ฝาก ผู้ฝากจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ผู้รับฝากที่ถูกหลอกเป็นผู้เสียหาย (ฎ. 87/06 ป. )
- เรื่องบัตร เอ.ที.เอ็ม. มี 2 กรณี คือ
1. กรณีที่จำเลยปลอมลายมือชื่อของเจ้าของบัญชีเงินฝากในคำขอใช้บริการบัตรเอทีเอ็ม จากนั้นได้นำบัตรเอที่เอ็ม ไปถอนเงินจากธนาคาร เงินที่ได้มาเป็นเงินของธนาคาร ไม่ใช่เงินของผู้ฝาก (ลูกค้าไม่ได้ขอออกบัตรเอทีเอ็ม) ธนาคารเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม
2. กรณีจำเลยหลอกลวงเอาบัตรเอทีเอ็มที่แท้จริงจากลูกค้าของธนาคาร แล้วนำไปถอนเงินจากตู้เบิกเงินด่วน ถือว่าเงินที่ได้เป็นเงินของลูกค้าแล้ว ลูกค้าเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง (ฎ.671/39)
- กรณีความเสียหายในความผิดฐานฉ้อโกง ต้องเป็นความเสียหายโดยตรงจากการหลอกลวงของผู้กระทำผิด การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าการหลอกลวงของจำเลยเป็นผลให้โจทก์ถูกจำเลยฟ้องเป็นคดีแพ่ง มิใช่ความเสียหายโดยตรงจากการหลอกลวง โจทก์จึงไม่เป็นผู้เสียหาย (ฎ. 1357/33)

ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานฉ้อโกง
- ผู้เสียหายมอบเงินให้จำเลยไปให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บุตรของตนเข้ารับราชการโดยไม่ต้องสอบ อันเป็นการหลอกลวงผู้เสียหาย ถือว่าผู้เสียหายใช้ให้จำเลยกระทำผิด ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย(ฎ.1960/34) (เรื่องนี้หลอกเอาเงิน อ้างว่าจะนำไปให้เจ้าพนักงาน) แต่ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายให้เงินจำเลยไปเพื่อให้จำเลยนำไปให้เจ้าพนักงานกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อช่วยบุตรของตนได้เข้าทำงานโดยไม่ต้องสอบ เช่นนี้ เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย(ฎ.4744/37) ( เรื่องหลังนี้จำเลยหลอกผู้เสียหายว่าจะช่วยให้บุตรผู้เสียหายเข้ารับราชการโดยไม่ต้องสอบ โดยไม่ปรากฏว่าจะนำเงินไปให้เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องกับการรับสมัครสอบ ส่วนเรื่องแรกปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายมอบเงินให้จำเลยเพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานฯ ถือว่าวัตถุประสงค์ผิดกฎหมาย จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย)
- *** หลอกลวงให้ผู้เสียหายเอาเงินมาเข้าเล่นการพนันเพื่อโกงบุคคลอื่น เป็นการเข้าร่วมกระทำผิดด้วย (ฎ.1813/31) หลอกลวงว่าจะขายธนบัตรปลอมให้(ฎ.711/93) หรือทำพิธีปลุกเสกเหรียญ ร.5 แล้วหลอกลวงเอาเงินเพื่อจะพาไปซื้อหวยใต้ดินหากถูกจะแบ่งเงินกัน (ฎ.1343/49) กรณีเหล่านี้เป็นความตกลงที่มีวัตถุประสงค์ผิดกฎหมาย จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย แต่ถ้าหลอกให้ผู้เสียหายเล่นการพนันเพื่อเอาเงินจากผู้เสียหายโดยตรง ไม่ได้หลอกให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเล่นการพนันเพื่อต้มหรือโกงบุคคลอื่นแล้ว ผู้เสียหายมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดด้วย จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎ.3327/32) เพราะการหลอกให้เล่นการพนันคดีนี้เป็นแผนหรือวิธีการหลอกลวง***

ผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จและแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ
- ความเสียหายฐานเบิกความเท็จและแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ตาม ป.อาญา มาตรา 177, 180 ส่วนได้เสียในความผิดทั้งสองฐานนี้ก็คือ ผลแห่งการแพ้ชนะคดีดังนั้นปกติแล้วผู้ที่ได้รับความเสียหายจึงน่าจะเป็นคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในคดีที่ได้รับความเสียหายโดยตรงนั้นเอง หรือเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ไม่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกคดี (ฎ.533/41,4804/31,1033/33) เพราะ มาตรา 177 และ 180 มุ่งคุ้มครองเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมและคู่ความ ให้ได้รับผลในความยุติธรรมในคดีเป็นสำคัญ ไม่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก อย่างไรก็ตามหากการเบิกความหรือการแสดงพยานหลักฐานเท็จมีผลไปกระทบสิทธิของบุคคลภายนอก ทำให้บุคคลภายนอกเสียหาย เช่น คู่ความในคดีเบิกความเท็จ เป็นผลให้บุคคลภายนอกต้องสูญเสียที่ดินไป ดังนี้บุคคลภายนอกเป็นผู้เสียหายได้ (ฎ.2224/36)
- คู่ความในคดีที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จได้ จะต้องเป็นตัวความที่แท้จริง ส่วนทนายความของตัวความไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ.17092524 ป.)
- ผู้ที่เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ ก็เป็นคู่ความย่อมเป็นผู้เสียหาย ในความผิดฐานเบิกความเท็จได้ (ฎ.892/16)
- กรณีแม้จะเป็นคู่ความในคดี แต่ก็ไม่อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเบิกความเท็จ หรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จได้ เช่น การเบิกความเท็จในชั้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา หรือในชั้นร้องขอเลื่อนคดีในชั้นไต่สวนเพื่ออนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ เป็นต้น ถือเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างคู่ความฝ่ายนั้นกับศาล ไม่เกี่ยวกับคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง แม้จะเป็นเท็จคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย (ฎ. 555/14, 1050/18,297/08,2572/25)
- สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะแล้วนั้นไม่มีผลมาแต่ต้น ดังนั้นแม้จำเลยจะเติมข้อความในสัญญาและเบิกความเท็จ โจทก์ก็ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสาร และเบิกความเท็จ (ฎ. 1313/31)
- การที่จำเลยเบิกความเท็จหรือฟ้องเท็จในคดีอาญา แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้อง โจทก์ก็เป็นผู้เสียหาย (ฎ.3963/43)

ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จ
- แม้ความผิดฐานแจ้งความเท็จจะเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน แต่ราษฎรก็อาจเป็นผู้เสียหายได้ ถ้าได้รับความเสียโดยตรง เช่น ข้อความเท็จนั้นมีผลทำให้ราษฎรต้องถูกดำเนินคดีอาญา (ฎ.2415/35,2625/36)
- ** จำเลยเสนอหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา 231 อันเป็นเท็จ โดยแจ้งหลักประกันมีราคาสูงเกินจริง ทำให้ศาลหลงเชื่อจึงรับไว้เป็นหลักประกันและอนุญาตให้ทุเลาการบังคับ ทำให้โจทก์ไม่อาจบังคับคดีได้ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ถือว่าโจทก์ในคดีดังกล่าวเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จแล้ว (ฎ. 2221/15)
ข้อสังเกต หลักประกันในการขอทุเลาการบังคับนี้ ภายหลังหากโจทก์ชนะคดี โจทก์ก็มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีกับหลักประกันดังกล่าวเพื่อเอาชำระหนี้ได้ ถ้าหลักประกันไม่มีมูลค่าโจทก์ก็ไม่อาจบังคับชำระหนี้ได้ โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงในความผิดฐานแจ้งความเท็จ
- จำเลยแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน แต่มิได้เจาะจงถึงโจทก์โดยตรง โจทก์มิใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จ (ฎ.2989/31) คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยแจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานว่า ม.บุกรุกที่ดิน แต่ข้อเท็จจริงที่ดินดังกล่าวเป็นของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องฟ้องขับไล่จำเลย ทำให้โจทก์เสียหาย ศาลวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายฐานแจ้งความเท็จ คือ ม. ไม่ใช่โจทก์ หรือ กรณีการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน แม้จะไม่ได้เจาะจงถึงผู้ใด แต่มีผลให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เช่นสูญเสียที่ดินไป ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้เสียหายโดยตรง เป็นผู้เสียหายฐานแจ้งความเท็จ (ฎ. 3554/31)
- ผู้กู้มอบสมุดเงินฝาก และ เอทีเอ็ม ให้แก่ผู้ให้กู้ยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ แล้วผู้กู้ไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มหายไป เพื่อนำไปเป็นหลักฐานแสดงต่อธนาคารให้ออกสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มให้ใหม่ ถือว่าเป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงานโดยตรง มิได้เจาะจงถึงผู้ให้กู้ ผู้ให้กู้ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จ (ฎ.6858/41)
- เจ้าหนี้ยึดถือหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินไว้เป็นประกันหนี้ การที่ลูกหนี้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานว่าหนังสือสำคัญ สูญหายไป เพื่อขอออกใบแทนเป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงานโดยตรง มิได้เจาะจงถึงเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จ (ฎ.1261/17 ป.)
- ขายที่ดินไปแต่กลับไปแจ้งว่า น.ส. 3 หรือ ส.ค.1 หายไป เพื่อนำออกใบแทน ทำให้ผู้ที่ซื้อที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริงได้รับความเสียหาย เจ้าของที่ดินเป็นผู้เสียหาย (ฎ.1955/46)
- ผู้ขายนำชี้ที่ดินที่รุกล้ำเข้าไปในที่สาธารณะเพื่อนำไปขายเพิ่มให้ผู้จะซื้อ ผู้จะซื้อที่ดินไม่ได้รับความเสียหาย เพราะมีสิทธิปฎิเสธไม่รับส่วนที่เพิ่มนั้นได้ (ฎ.5138/37)
- กรณีพยานในคดีอาญา ไม่มาเบิกความต่อศาลตามนัดโดยอ้างว่าป่วยซึ่งเป็นเท็จนั้น คู่ความในคดีไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงในความผิดฐานแจ้งความเท็จของพยาน (ฎ.1753/20)
- ชายจดทะเบียนสมรสซ้อน แจ้งต่อนายทะเบียนว่ายังไม่เคยสมรสมาก่อน ดังนี้ทั้งภริยาใหม่ และภริยาเดิม เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานแจ้งความเท็จ(ฎ.5052/30, 2583/22)

ผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอก
ได้แก่ เจ้าของกรรมสิทธิ์ และผู้ครอบครองดูแลทรัพย์ขณะที่ถูกยักยอก (ฎ.5097/31,1554-5/12) และ ฎ. 2386/41 เรื่องสำนักสงฆ์ห้วยน้ำผุด มีผู้ครองครองดูแลทรัพย์(เงินสดของสำนักสงฆ์ฯ) หลายคนร่วมกัน บุคคลเหล่านั้นจึงมีความรับผิดทางแพ่งร่วมกัน ดังนั้นการที่ผู้ดูแลรักษาเงินคนหนึ่งยักยอกเงินไป ถือว่าผู้ดูแลรักษาเงินคนอื่น(ทุกๆคน) เป็นผู้เสียหายได้ ***
- ในคดีแพ่ง ศาลสั่งคุ้มครองประโยชน์โดยให้จำเลยเก็บเงินค่าเช่าทรัพย์มาวางศาล ถือว่าเงินที่จำเลยต้องเก็บมายังไม่เป็นเงินของโจทก์ การที่จำเลยไม่นำเงินมาวางศาลแล้วนำไปเป็นประโยชน์ของตน โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย (ฎ.171/44)
- การชำระหนี้ให้แก่ทนายความของโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้มอบหมายให้ไปรับเงินดังกล่าว เงินดังกล่าวจึงยังไม่ตกเป็นของโจทก์ เมื่อทนายความยักยอกเงินนั้น โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย (ฎ.815/35 ป.) แต่ถ้าทนายความได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้รับเงินที่ชำระแทนได้ เงินดังกล่าวย่อมตกเป็นของโจทก์แล้วในฐานะตัวการ เมื่อทนายความเบียดบังไป โจทก์ย่อมเป็นผู้เสียหายฐานยักยอก (ฎ.33/32)
- ตัวแทนหรือลูกจ้างรับเงินหรือสิ่งของจากบุคคลภายนอกไว้แทนตัวการ หรือนายจ้าง สิทธิในเงินหรือสิ่งของนั้นย่อมตกเป็นของตัวการหรือนายจ้างทันที การที่ตัวแทนหรือลูกจ้างยักยอกเงินหรือสิ่งของนั้น ตัวการหรือนายจ้าง เป็นผู้เสียหาย ส่วนผู้ชำระเงินหรือสิ่งของ ไม่ใช่ผู้เสียหาย (ฎ.2250/44, 4/33, 556/41)
- ผู้จัดการมรดกเป็นผู้ครอบครองดูแลทรัพย์มรดก จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดก (ฎ.47/19 ป.)
- ยักยอกทรัพย์สินองบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล นิติบุคคลหรือ ห้างหุ้นส่วนเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง หุ้นส่วนผู้จัดการไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจร้องทุกข์ในนามของตนเอง(ฎ.5008/37) และผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนไม่ใช่ผู้เสียหาย (ฎ. 6328/30) แต่ถ้าผู้จัดการ กรรมการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลยักยอกทรัพย์ของนิติบุคคล ศาลวินิจฉัยว่าผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนเป็นผู้เสียหายได้ (ฎ.1250/21 ป.)
- เมื่อเจ้าของทรัพย์สินตาย ทรัพย์สินเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ทายาทย่อมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานยักยอกซึ่งเกิดขึ้นภายหลังเจ้ามรดกตายได้ แม้จะยังไม่ได้ครอบครองทรัพย์ที่ถูกยักยอกก็ตาม(ฎ.1938/94)

ผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ รับของโจร และบุกรุก
การกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ฐานทำให้เสียทรัพย์ รับของโจร และฐานบุกรุก เป็นการกระทำที่กระทบต่อกรรมสิทธิ์ และสิทธิครอบครอง ดังนี้ เจ้าของทรัพย์หรือผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์ เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานดังกล่าวได้ เช่น ผู้รับจ้างขนส่งเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์ที่ขนส่ง เป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการที่ทรัพย์สินที่ขนส่งสูญหาย (ฎ. 12578/47, 5980-1/39) และ ฎ . 1548/35,634/36 ซึ่งวินิจฉัยว่าผู้ครอบครองทรัพย์ เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานลักทรัพย์ ทำให้เสียทรัพย์ และบุกรุก ได้
- ผู้เช่าก็เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ที่เช่า เป็นผู้เสียหายในความผิดฐานบุกรุก (ฎ. 1355/04) แต่ถ้าคืนทรัพย์สินที่เช่าให้ผู้ให้เช่าแล้ว ผู้เช่าก็ไม่เป็นผู้เสียหาย (ฎ. 1417/22) ถ้าผู้เช่ายังไม่ส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนแก่ผู้ให้เช่า แม้ศาลจะพิพากษาให้ขับไล่ผู้เช่าแล้ว ก็ยังถือว่าผู้เช่าเป็นผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์ที่เช่าอยู่ ผู้เช่าจึงเป็นผู้เสียหาย (ฎ. 363/1
- ผู้อาศัยผู้เช่าอีกทอดหนึ่งไม่ใช่ผู้เสียหาย (ฎ. 993/99)
- ผู้ครอบครองสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช่ร่วมกัน ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยในความผิดฐานบุกรุก (ฎ. 928/20 ป.,172/35)
ข้อสังเกต แม้ผู้ครอบครองสาธรณสมบัติของแผ่นดินจะไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานบุกรุก แต่อาจเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้ต้นไม้ที่ตนปลูกไว้ในที่สาธารณะดังกล่าวเสียหาย ได้ (ฎ. 5310/30)

ผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
- ผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ได้แก่ เจ้าของทรัพย์ และผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์ และ ผู้ครอบครองดูแลรักษาทรัพย์จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายโดยตรงจากเจ้าของทรัพย์นั้นด้วย ถ้าเพียงแต่เจ้าของอนุญาตให้เข้าพักอาศัย โดยไม่ได้รับอนุญาตโดยตรงให้ครอบครองดูแลทรัพย์นั้น ผู้ที่พักอาศัยไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เช่น ลูกจ้างของบริษัทที่เข้าพักอาศัยอยู่ในหอพักคนงานของบริษัท มีเพียงสิทธิอาศัยเท่านั้น บริษัทมิได้มอบหมายให้ดูแลรักษาทรัพย์โดยตรง เมื่อมีผู้มาทำลายหอพักฯ บริษัทฯเท่านั้น เป็นผู้เสียหาย (ฎ.352/41)
-โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์และเต็นท์ซึ่งตั้งอยู่ในที่ดินนั้น จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานทำให้รถยนต์และเต็นท์เสียหาย (ฎ. 7477/41)
- ในเรื่องทางภารจำยอม เจ้าของสามยทรัพย์(เจ้าของที่ดินที่มีสิทธิใช้ทางภารจำยอม) ไม่ใช่เจ้าของหรือ ผู้ครอบครองภารยทรัพย์ จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องผู้ที่ทำให้ภารยทรัพย์นั้นเสียหาย (ฎ. 1828/23)

ผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับเอกสาร
ความเสียหายที่เกิดขึ้นสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสาร จะต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะ ข้อความแห่งเอกสารนั้น” (ฎ. 3732/25)
- ความผิดฐานปลอมเอกสารโดยการปลอมลายมือชื่อของผู้อื่น ถือว่าผู้ที่ถูกปลอมลายมือชื่อได้รับความเสียหายโดยตรง จึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปลอมเอกสาร ส่วนความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ผู้ที่ได้รับความเสียหายน่าจะได้แก่ผู้ที่ถูกจำเลยนำเอกสารปลอมไปใช้หรือไปแสดงต่อผู้นั้น นอกจากนี้ยังรวมถึงผู้อื่นที่ได้รับความเสียหายจากการใช้เอกสารนั้นด้วย (ฎ. 5689/44, 3252/45,7001/44)
- จำเลยใช้บัตรเครดิตปลอม เป็นเหตุให้ธนาคารตามบัตรเครดิตต้องจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าผู้รับบัตรเครดิตปลอม ถือว่าธนาคารตามบัตรเครดิตเป็นผู้เสียหาย ในความผิดฐานใช้เอกสารปลอม (ฎ. 7001/44) ร้านค้าไม่ใช่ผู้เสียหาย
- มีผู้ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คไปเบิกเงินจากธนาคาร ธนาคารเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานใช้เอกสารปลอม และฐานฉ้อโกง เพราะเงินเป็นของธนาคาร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 672 วรรคสอง (ฎ. 1462-3/23) เรื่องนี้เมื่อมีการนำเช็คปลอมมาเบิกเงินจากธนาคาร ธนาคารจ่ายเงินให้ไป ถือว่าเป็นความผิดของธนาคารเอง ธนาคารหักบัญชีของลูกค้าเจ้าของบัญชีไม่ได้ ธนาคารจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานใช้เอกสารปลอมและฉ้อโกง อย่างไรก็ตามสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสาร ลูกค้าเจ้าของเช็คที่ถูกปลอมลายมือชื่อเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ได้
- ผู้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่เป็นผู้เสียหายในกรณีที่จำเลยปลอมหรือใช้เอกสารปลอมเป็นพยานหลักฐานในคดีนั้น (ฏ. 3561/25)

ผู้เสียหายในความผิดฐาน เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
โดยทั่วไปความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เป็นความเสียหายที่กระทำต่อรัฐ รัฐจึงเป็นผู้เสียหาย ราษฎร ไม่ใช่ผู้เสียหาย ( ฎ. 3042/37, 3437/27) อย่างไรก็ตามความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 157 ราษฎรก็อาจเป็นผู้เสียหายได้ เช่น การที่เจ้าพนักงานละเว้นปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยผู้กระทำความผิดอาญา ผู้เสียหายในความผิดอาญาฐานนั้น ย่อมเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ (ฎ. 4881/41, 2294/17)
- เจ้าพนักงานตำรวจจดคำพยานเป็นเท็จ เพื่อช่วยผู้กระทำความผิดมิให้รับโทษ หรือรับโทษน้อยลง เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้เสียหายหรือผู้จัดการแทนผู้เสียหาย ในความผิดอาญาที่มีการสอบสวนเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ (ฎ. 2294/17)
- ผู้ใหญ่บ้านละเว้นไม่จับกุมผู้ฉุดคร่าโจทก์ โดยเจตนาช่วยไม่ให้ผู้ทำผิดต้องรับโทษทางอาญา โจทก์ได้ชื่อว่าเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องในความผิดตามมารา 157 (ฎ. 611/97) เรื่องนี้โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับที่ถูกฉุดคร่า ซึ่งเป็นความผิดอาญาหลัก การที่ผู้ใหญ่บ้านละเว้นไม่จับกุมผู้ฉุดคร่าจึงถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้าโจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาหลัก การที่พนักงานละเว้นไม่จับกุมผู้กรทำผิด โจทก์ก็ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157
สรุปว่า การที่ประชาชนจะเป็นผู้เสียหาย ตาม ป.อ.มาตรา 157 ประชาชนจะต้องเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาเรื่องนั้นๆด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดฐานบุกรุกที่สาธารณะ การที่จำเลยละเว้นไม่จับกุมผู้บุกรุก โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตาม ป.อ.มาตรา 157 (ฎ. 3035/23)

ผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ. เช็ค ฯ
ความผิดตาม พ.ร.บ. เช็คฯ เกิดขึ้นเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ จึงมีได้เฉพาะ ผู้ทรงเช็คในขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินซึ่งเท่านั้น (ฎ.1035/29) ผู้รับโอนเช็คหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ไม่ใช่ผู้เสียหาย แม้จะเป็นเช็คผู้ถือซึ่งโอนได้โดยการส่งมอบก็ตาม (ฎ. 5407/46,1891/24)
- แม้ผู้เสียหายจะได้รับชำระหนี้ตามเช็คจากผู้ทรงคนก่อนแล้วก็ตาม ก็ยังเป็นผู้เสียหายอยู่ (ฎ.2353/23)
- ถ้าผู้ทรงเช็คมิได้โอนเช็คให้ผู้อื่น แต่นำเช็คฝากเข้าบัญชีเงินฝากของผู้อื่น หรือให้ผู้อื่นนำเช็คไปเรียกเก็บเงินแทน ถือว่าผู้ที่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินเป็นตัวแทนเท่านั้น ไม่ใช่ผู้เสียหาย และถือว่าผู้ที่มอบเช็ค เป็นผู้ทรงขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงเป็นผู้เสียหาย (ฎ. 1084/42 , 2722/27, 349/43)
-กรณีผู้ทรงเช็คถึงแก่ความตาย ก่อนธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน (ก่อนความผิดเกิด) สิทธิในเช็คย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ถือว่าทายาทเป็นผู้ทรง เมื่อต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ทายาทจึงเป็นผู้เสียหายในความผิดตาม พ.ร.บ.เช็คฯ (ฎ. 3619/43)
ข้อสังเกต สิทธิในการดำเนินคดีอาญาไม่เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ซึ่งต้องเป็นกรณีที่ความผิดนั้นเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายยังมีชีวิตอยู่ (ฎ. 578/15, 3395/25) แต่ ฏ. 3619/43 เมื่อ ป. ตาย สิ่งที่เป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์คือ ความเป็นผู้ทรงเช็ค ไม่ใช่สิทธิในการดำเนินคดีอาญา เพราะขณะที่ ป. ถึงแก่ความตาย ความผิดยังไม่เกิด สิทธิในการดำเนินคดีอาญาจึงยังไม่มี เนื่องจากธนาคารยังไม่ได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินในขณะที่โจทก์ทั้งสามในฐานะทายาทซึ่งเป็นผู้ทรงเช็ค โจทก์ทั้งสามจึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง
- ฐานะของการเป็นผู้ทรงเช็ค เป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่ใช่ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา สามีของผู้ทรงเช็คในขณะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย (ฎ. 2752/31)
- จำเลยออกเช็คหลายฉบับเพื่อชำระหนี้ในมูลหนี้จำนวนเดียวกัน ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินทุกฉบับ เมื่อจำเลยถูกฟ้องตามเช็คฉบับหนึ่งไปแล้ว โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามเช็คฉบับหลังอีก (ฎ. 3254/26, 3822/29)
- รับโอนเช็คมาเพื่อฟ้องคดีอาญาถือว่าไม่สุจริต ไม่เป็นผู้เสียหาย (ฎ. 3413/2
- เช็คที่มีมูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยฯ ผู้รับเช็คไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฏ. 3413/2 เช่น เช็คที่ฟ้องเป็นเช็คที่ผู้เสียหายคิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามกฎหมายรวมเข้าไปไว้ด้วย ถือว่าผู้เสียหายไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบ และไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎ. 3047/31)

ผู้เสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาท
- การหมิ่นประมาทบุคคลหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกลุ่มบุคคลโดยไม่เจาะจงว่าหมายถึงผู้ใด หรือจากถ้อยคำที่หมิ่นประมาทไม่อาจทราบว่าเป็นผู้ใด ผู้ที่อยู่ในกลุ่มนั้นคนใดคนหนึ่งไม่เป็นผู้เสียหาย (ฎ. 1325/98, 3954/39)
- แต่ถ้าเป็นการหมิ่นประมาททุกคนที่อยู่ในกลุ่มบุคคลนั้นคนใดคนหนึ่งเป็นผู้เสียหาย (ฎ.448/89,295/ 05 )

ความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย เอกชนไม่อาจเป็นผู้เสียหาย
ได้แก่ ความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ (ฎ. 648/37, 2096/30) ความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ความผิดตาม ป.อ. 147 , 158 , 170, 199 , ความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้เงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ,ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ , ความผิดตาม พ.ร.บ.อาหารฯ และ พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ

ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
ผู้เสียหายโดยนิตินัยหมายถึง ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้ ผู้สนับสนุน หรือรู้เห็นในการกระทำความผิดนั้น และไม่ได้สมัครใจให้เกิดความผิดนั้น (ฎ. 4461/39, 7128/47, 1167/30, 3100/47)
- การแสวงหาพยานหลักฐานโดยการล่อซื้อ หากปรากฏว่า มิได้เป็นการก่อให้จำเลยกระทำความผิด เพราะจำเลยมีเจตนาที่จะกระทำความผิดอยู่แล้ว ถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎ. 6523/45) แต่ถ้าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่า จำเลยมีเจตนากระทำความผิดอยู่แล้วจึงให้คนไปล่อซื้อ จึงเท่ากับผู้เสียหายมีส่วนก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดขึ้นเอง ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง (ฎ. 4085/45)
- *** หากผู้ที่มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยถึงแก่ความตาย ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี ภริยา จะจัดการแทนตามมาตรา 5(2) ไม่ได้
- การที่ผู้กู้ยอมให้ผู้ให้กู้คิดดอกเบี้ยเกินอัตรา ไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา (ฎ. 1281/03)
- แต่ถ้าผู้กู้ฟ้องผู้ให้กู้ในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งผู้กู้มิได้มีส่วนร่วมกระทำผิดด้วย ผู้กู้เป็นผู้เสียหายได้ (ฎ. 6869/41)

ข้อสังเกต
กรณีกฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่มีอำนาจกระทำการได้เช่น ร้องทุกข์ ฟ้อง ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ อุทธรณ์ฎีกา ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง ยอมความเพื่อยุติคดีความผิดต่อส่วนตัว เป็นต้น การดำเนินกระบวนพิจารณาเหล่านี้ ผู้ที่มีอำนาจดำเนินการนั้นได้ต้องเป็นผู้เสียหายเท่านั้น บุคคลอื่นที่มิได้มีฐานะเป็นผู้เสียหาย ย่อมไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ และผู้เสียหายที่จะมีอำนาจนั้นจะต้องเป็นผู้เสียหาย ตามมาตรา 2(4) ด้วย ( ธานิศ เกศวพิทักษ์ คำอธิบาย ป.วิอาญา เล่ม 1 ( พิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ. 2551) หน้า 5 )


คำร้องทุกข์ ( มาตรา 2(7))
คำร้องทุกข์ คือการที่ผู้เสียหายกล่าวหาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งการกระทำความผิดนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย โดยมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ
คำร้องทุกข์มีความสำคัญ ในการวินิจฉัยเกี่ยวกับการดำเนินคดีในความผิดอันยอมความได้ ในปัญหาอำนาจสอบสวนของพนักงานสอบสวน และอำนาจของพนักงานอัยการ กล่าวคือพนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนในความผิดอันยอมความได้ต้องมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบก่อน ถ้าไม่มีคำร้องทุกข์ หรือเป็นคำร้องทุกข์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาสอบสวน ทำให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง
ผู้เสียหายต้องมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
- การแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อกันคดีขาดอายุความ หรือแจ้งไว้เพื่อเป็นหลักฐาน ถือว่าผู้เสียหายไม่มีเจตนาจะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ไม่เป็นคำร้องทุกข์ ตามมาตรา 2(7) (ฎ. 228/44, 391/27)
- การร้องทุกข์ในความผิดตาม พ.ร.บ.เช็คฯ ถ้าผู้เสียหายแจ้งว่า ต้องการรับเช็คของกลางไปเพื่อดำเนินการฟ้องจำเลยอีกทางหนึ่งก่อน โดยไม่ขอมอบคดีต่อพนักงานสอบสวน ถือว่าผู้เสียหายไม่มีเจตนาให้ผู้ออกเช็คต้องรับโทษ ไม่เป็นคำร้องทุกข์ (ฎ. 4714/33, 314/29)
- แต่ถ้าผู้เสียหายร้องทุกข์ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ออกเช็ค และในขณะเดียวกันก็ขอรับเช็คคืนไปทวงถามเอากับผู้สั่งจ่ายอีกทางหนึ่ง ( โดยคำร้องทุกข์ไม่มีข้อความระบุว่ายังไม่มอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ) ถือว่าผู้เสียหายมอบคดีให้พนักงานสอบสวนแล้ว และถือว่าผู้เสียหายมีเจตนาให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษแล้ว จึงเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมาย (ฎ. 1209/31 ป.)
- ในกรณีที่มีผู้ร่วมกระทำความผิดหลายคน แต่ผู้เสียหายร้องทุกข์โดยระบุชื่อเพียงบางคนเท่านั้น ถือว่าผู้เสียหายไม่มีเจตนาจะให้ผู้ที่ไม่ได้ระบุชื่อให้ต้องรับโทษด้วย จึงไม่เป็นคำร้องทุกข์สำหรับผู้ที่ไม่ระบุชื่อ (ฎ. 3343/36, 122/2
- แต่ถ้าเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการร้องทุกข์โดยผู้เสียหาย เจ้าพนักงานก็มีสิทธิดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ ดังนั้นแม้ผู้เสียหายจะระบุชื่อให้ดำเนินคดีแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เจ้าพนักงานตำรวจก็มีสิทธิดำเนินคดีแก่ผู้อื่นได้ (ฎ. 4080/40)
- เจตนาเพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษนั้น คงพิจารณาเฉพาะขณะผู้เสียหายร้องทุกข์ว่าผู้เสียหายมีเจตนาให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษหรือไม่ ถ้ามีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษแล้ว แม้ต่อมาในชั้นพิจารณาของศาล ผู้เสียหายกลับมาเบิกความต่อศาลว่าไม่มีเจตนาให้เอาโทษจำเลย ดังนี้ ไม่ทำให้คำร้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียไป (ฎ.186/03, 3091/23)
- เมื่อได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้จะมีการผ่อนผันให้จำเลยบ้าง ก็เป็นเพียงรอการดำเนินคดีไว้เท่านั้น ไม่ทำให้คำร้องทุกข์เสียไป (ฎ. 3093/23)
- การร้องทุกข์ไม่จำเป็นต้องระบุให้ชัดแจ้งว่าเป็นการร้องทุกข์ การที่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนในฐานะผู้เสียหาย การให้การดังกล่าวก็เพื่อเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ จึงถือว่าคำให้การของผู้เสียหายเป็นคำร้องทุกข์โดยชอบได้ (ฎ. 2100/14)
- การร้องทุกข์อาจมีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปร้องทุกข์แทนได้ ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคล หนังสือมอบอำนาจต้องทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับของนิติบุคคลนั้นด้วย มิฉะนั้นไม่ถือว่านิติบุคคลนั้นได้ร้องทุกข์แล้ว (ฎ. 1590/30) ถ้ามีการมอบอำนาจให้ไปร้องทุกข์แทน ต้องระบุในหนังสือมอบอำนาจด้วยว่าให้มีอำนาจดำเนินคดีแก่จำเลยด้วย (ฎ. 228/44)
- หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดร้องทุกข์ แต่ไม่มีข้อความระบุว่าทำให้ห้างฯ ได้รับความเสียหายด้วย ถือไม่ได้ว่าเป็นการร้องทุกข์แทนห้างฯ เมื่อห้างฯ เป็นโจทก์ฟ้องคดีเกิน 3 เดือน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ (ฎ. 4070/40)

ผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย ( มาตรา 5)
ตามมาตรา 5(1)

เอกสารฉบับนี้ข้าพเจ้า นายผี ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการศึกษา เตรียมตัวสอบสนามต่างๆ โดยจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ภาคแรก มาตรา 2- 156 ส่วนที่สอง มาตรา 157-254 หากผิดพลาดหรือบกพร่องประการใดในการจัดทำ ข้าพเจ้านายผี ขอประทานอภัยจากท่านผู้เสพทุกท่านด้วย....  ผมpoppo ขอขอบพระคุณ นายผี มากๆที่เผยแพร่ขอมาลงต่อในบล้อคครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น